ถ้า AI ฉลาดกว่าคนทั้งโลก แล้วคนธรรมดา ๆ จะรอดได้ไง
ถ้าเป็นเมื่อยุคก่อน การที่คน ๆ เดียวจะสามารถสร้างธุรกิจระดับ 30,000 ล้านได้ในเวลาแค่ชั่วอายุคนเดียวเนี่ย มันเป็นไปไม่ได้เลยใช่มั้ยครับ
แต่ถ้าตัดภาพมาที่ยุคนี้ เราทุกคนก็ได้เห็นกันจนชินแล้ว ทั้งบริษัท Flash Express ของพี่คมสัน แซ่ลี ที่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทในเวลาแค่ 8 ปี (ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ย์สงครามส่งด่วนใน NF) หรือจะเป็น Bitkub ของพี่ ท๊อป จิรายุส - Topp Jirayut ใช้เวลา 8 ปีสามเดือน ก็สามารถสร้าง Unicorn ตัวที่สองของไทยได้สำเร็จ
แต่นอกจากความสำเร็จของพี่ ๆ ทั้งสองคนนี้แล้ว มีใครสงสัยเหมือนเอฟมั้ย ว่าอะไรที่ทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ในอดีต กลับทำได้ในยุคปัจจุบัน และจะยิ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาในอนาคต
คำตอบนั้นก็คือ เครื่องมือครับ สิ่งที่ทำให้มนุษย์สร้างสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนมีเวทมนตร์
เพราะถ้าไม่มีเครื่องมือให้เราใช้ในตอนนี้ ต่อให้เอาคนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกไปวิ่งแข่งกับเสือ ยังไงเราก็แพ้ ต่อให้เอาคนที่ว่ายน้ำเร็วที่สุด แชมป์สถิติโลกเลย ยังไงก็สู้สัตว์น้ำไม่ได้
แต่ถ้าเราไม่วิ่งหรือว่ายน้ำ แล้วหันมาใช้เครื่องมืออย่างรถยนต์หรือเรือ แบบนี้สัตว์ตัวไหนก็สู้มนุษย์ไม่ได้แน่ ๆ 555
และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น AI ใช่มั้ยครับ ที่นับวันยิ่งพัฒนา ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนในอนาคตต่อให้เอาคนทั้งโลกกว่า 8,000 ล้านคนรวมกัน ก็ยังสู้ AI ไม่ได้แน่ ๆ
ถ้านึกภาพไม่ออกว่าทำไมคนทั้งโลกสู้ไม่ได้ ลองนึกภาพว่าเอไออ่านหนังสือได้เป็นล้านเล่มเหมือนมนุษย์เลย แต่มันไม่ลืมดูสิครับ 555 ใครจะไปสู้มันได้ล่ะ
เพราะงั้นถ้าสู้ไม่ได้ เราก็เข้าร่วมซะเลย ใช้ความเก่งของมนุษย์ในฐานะผู้ใช้งานเครื่องมือ นำ AI มาทำงาน แทนที่จะกลัวแล้วอยู่เฉย ๆ ดีกว่าครับ เพราะต่อให้คุณขี่จักรยานช้ายังไง ก็ยังเร็วกว่าที่คนพยายามวิ่งอยู่ดี
แต่นอกจากจะใช้เครื่องมือให้เป็นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ 3 ทักษะนี้ครับ
- Digital Literacy (ความรู้ด้าน AI)
- Health Literacy (ความรู้เรื่องสุขภาพ)
- Financial Literacy (ความรู้ด้านการเงินสมัยใหม่)
ซึ่งสิ่งที่เอฟชอบสุด ๆ ตอนพี่ท็อปเล่าคือ "ทักษะการเงิน" ครับ (เรื่องเอไอในเพจพูดบ่อยแล้วไปตามอ่านได้นะค้าบ)
เพราะโรงเรียนไม่เคยสอนสิ่งนี้ให้พวกเราเลย คนทั่วไปมักเอาเงินไปซื้อรายจ่ายที่ละลายหายไปได้ ส่วนคนชั้นกลางก็ชอบเอาไปซื้อหนี้สินที่ปลอมตัวเป็นทรัพย์สิน อย่างเช่น บ้านหรือรถแพง ๆ ที่ต้องมานั่งเสียค่าเช่า ค่าดูแลสารพัด จนสุดท้ายก็ต้องสูญเสียความสงบสุขทางใจ (Peace of Mind) ไปซะงั้น
ลองนึกภาพคนซื้อกระเป๋าหรือนาฬิกาแพง ๆ แล้วกลัวมันเป็นรอยเวลาใช้งาน นั้นแหละครับคนที่เสีย Peace of Mind
แต่สำหรับคนรวยระดับ Top เขาจะมี The Shopping List หรือ 6 ลำดับการใช้เงินแบบนี้ครับ
1. ซื้อเวลา (Buy Time)
สิ่งแรกที่เศรษฐีลงทุนคือเวลาครับ เพราะมันงอกเพิ่มไม่ได้ เขาจะจ้างคนขับรถ แม่บ้าน หรือใช้ AI ทำงานแทน เพื่อดึงเวลาไปโฟกัสสิ่งที่ตัวเองถนัด และคืนอิสรภาพให้ชีวิตตัวเองครับ
2. ซื้อสุขภาพ (Buy Health)
ลงทุนให้ร่างกายแข็งแรง 100% ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ทุกนาทีของชีวิตมีคุณภาพและลุยงานได้เต็มที่
ไม่ใช่หาเงินมาทั้งชีวิต เพื่อเอาเงินทั้งชีวิตไปรักษาตัวเพื่อยื้อเวลา 1-2 ปีตอนแก่
3. ซื้อเครือข่าย (Access/Network)
เอาตัวเองไปอยู่ในวงล้อมของคนเก่ง ๆ พอเราได้คุย ได้ซึมซับ Mindset ของคนกลุ่มนี้บ่อย ๆ เดี๋ยวความรู้ โอกาส และเงิน จะตามมาแบบก้าวกระโดดเองค้าบ
ลองนึกภาพว่าเพื่อนเรารวยทุกคน ทำไมเราจะไม่รวยเหมือนเพื่อนละ ถูกมั้ย 555
4. สร้างเกราะป้องกัน (Resilience)
ก่อนจะละลายเงิน เขาจะสร้างรากฐานกระจายความเสี่ยงก่อน เช่น กระจายพอร์ตการลงทุน ถือบัญชีหรือสัญชาติในหลายประเทศ เวลามีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น เขาจะมีเกราะกำบังที่แข็งแกร่งเสมอครับ
ยิ่งมีเงินเท่าไหร่ตัวตนก็ยิ่งมีมากเท่านั้น แต่คนไม่มีเงิน แค่บัตรประชาชนยังไม่มีเลย เป็นเรื่องที่เอฟฟังแล้วยังจำได้ถึงตอนนี้เลย
5. ซื้อเครื่องทุ่นแรง (Leverage)
การลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องเงินนะครับ แต่การลงทุนกับชื่อเสียง และความเชี่ยวชาญ หรือความสัมพันธ์ต่าง ๆ ก็คือการลงทุน
เป็นเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบทบต้น (Compound) ได้มหาศาลเหมือนกัน
6. ซื้อของฟุ่มเฟือย (Luxury)
เศรษฐีตัวจริงจะซื้อซูเปอร์คาร์หรือแบรนด์เนมมาใช้ ก็ต่อเมื่อฐานในข้อ 1-5 แข็งแกร่งแล้วเท่านั้นครับ
(ลองนึกภาพถึงพี่ดิว ที่แกซื้อหุ้นปันผลมาหลายสิบปี ทุกวันนี้แค่ตื่นมากินเงินปันผล ก็รวยจนใช้เงินไม่หมดแล้ว)
ที่สำคัญคือ เขาจะซื้อแบบไม่ต้องพยายามหาเหตุผลมารองรับ เหมือนเดินไปซื้อลูกอมเม็ดละบาท คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมาในการซื้อใช่มั้ยครับ
ถ้าอยากซื้อแต่ยังต้องหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองสารพัด มันแปลว่าการเงินคุณยังไม่ถึงครับ 🙂
สรุปแบบหล่อเท่
การมาถึงของ AI สำหรับเอฟ เป็นเรื่องที่ทั้งน่าตื่นเต้นและต้องเตรียมตัวให้พร้อมมาก ๆ
เพราะไม่ว่ายุคไหน เวลาที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (เหมือนตอนอินเทอร์เน็ตมาใหม่ ๆ) คนที่ปรับตัวไม่ทันก็มักจะตกรถ และพลาดโอกาสดี ๆ ไปเยอะมาก
เพราะงั้นแทนที่จะกลัว AI มาแย่งงาน เอฟว่าเรามองมันเป็นเครื่องมือ หรือจักรยานคันใหม่ดีกว่าครับ ถ้ารีบเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เป็น เราก็จะกลายเป็นมนุษย์ยุคใหม่ที่ปั่นแซงข้อจำกัดเดิม ๆ ได้สบายเลย
แต่ต่อให้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกไปไวแค่ไหน ทักษะเรื่องการดูแลสุขภาพ คอนเนกชัน และความฉลาดทางการเงิน ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ AI มาทำให้เราไม่ได้อยู่ดี เพราะงั้นอัปสกิลเรื่อง AI แล้ว ก็อย่าลืมดูแลเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันด้วยนะค้าบ