กลับ Blog
Blog Post · AI

ทำไมบางคนใช้ AI แล้วเก่งมาก แต่บางคนยังได้แค่คำตอบกาก ๆ

ทำไมบางคนใช้ AI แล้วเก่งมาก แต่บางคนยังได้แค่คำตอบกาก ๆ

จากคอร์ส AI Prompting for Everyone ของอาจารย์ Andrew Ng คอร์สเรียนสั้น ๆ 3 ชั่วโมง ที่จะเปิดโลกการใช้งานเอไอ ที่ไม่ได้มีดีแค่แชทบอทถามตอบ

แต่ใช้เป็นเพื่อนคู่คิด คนเก่งของคุณได้เลย ใครไม่มีเวลาไปเรียนเอฟสรุปมาให้แล้ว จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปลุยกันเลยค้าบบ

1. AI ไม่ได้รู้ทุกเรื่องในโลก

AI ไม่ได้อัปเดตความรู้ตลอดเวลา มันมีวันตัดรอบข้อมูลอยู่ เหมือนคนที่อ่านหนังสือมาเยอะ แต่ก็ไม่ได้อ่านทุกอย่าง ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า เพราะงั้นเรื่องบางอย่าง เช่น

  • ข่าวใหม่
  • งานวิจัยใหม่
  • ข้อมูลที่เพิ่งอัปเดต
  • เรื่องที่ต้องดูหลายแหล่ง

AI อาจตอบได้ไม่ดีพอ ถ้าใช้แค่ความรู้เดิม ๆ ของมัน สรุปวิธีใช้ง่าย ๆ แบบนี้

  • เรื่องทั่วไป ใช้ความรู้เดิมของ AI ได้
  • เรื่องใหม่ที่ต้องอัปเดต ใช้ Web Search
  • เรื่องที่ซับซ้อนและต้องเช็กจากหลายแหล่ง ใช้ Deep Research

แต่ถึงใช้ search แล้ว ก็ยังต้องดูคุณภาพแหล่งข้อมูลที่เอามาใช้ด้วยนะครับ

2. ใช้ AI เป็นคู่คิด ไม่ใช่แค่ Chatbot

เวลาที่เราได้คุยกับคนเก่ง ๆ ก็มักจะได้ไอเดียและมุมมองใหม่ ทำให้เราเห็นทางเลือกที่ถ้าให้คิดเอง อาจจะไม่สังเกตเห็นมันได้เลย แต่ในโลกยุคนี้ ต่อให้คุณไม่มีคนเก่งอยู่รอบตัว AI ก็ทำหน้าที่นั้นแทนได้ครับ

เพราะข้อดีของเอไอคือการเสนอข้อมูล ให้เราได้แบบไม่จำกัด ไม่โดนบ่นด้วย 555 เช่น ขอไอเดียตั้งชื่อร้านอาหาร 200 ชื่อ ถ้าให้คนทำ แค่คิด 20 ชื่อ ก็ต้องใช้เวลานาน แต่เอไอ มันทำเรื่องนี้ได้ดีและเร็วมาก ๆ

แต่ถ้าอยากได้ไอเดียดี ๆ สิ่งที่ต้องให้เอไอ ไม่ใช่แค่ Prompt ยาว ๆ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ครบด้วย เช่น ถ้าคุณบอกว่า "ช่วยจัดแผนออกกำลังกายให้หน่อย" AI ก็มักจะตอบประมาณว่า ให้ไปวิดพื้น ยกเวท วิ่งบนลู่

ซึ่งมันก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ผิดอะไร แต่มันจะดีกว่าถ้าคุณให้ บริบทเฉพาะเสริมไปด้วย เช่น

  • อายุ
  • ความฟิต
  • เวลาที่มี
  • อุปกรณ์ที่มี
  • ปัญหาที่เจอ เช่น การทำไม่ต่อเนื่อง
  • ความชอบ เช่นไม่อยากทำสควอต
  • ของแปลก ๆ ที่มีอยู่แล้วในบ้าน เช่นแทรมโพลีน

พอ AI เห็นบริบทแบบนี้ มันจะเริ่มขยับจากคำตอบแบบค่าเฉลี่ย ไปเป็นคำตอบที่เข้ากับคุณได้มากขึ้น

3. Context is King!

ปัญหาที่หลาย ๆ คนเจอคือ รู้แล้วว่าบริบทเฉพาะมันสำคัญ แต่ไม่รู้ว่าจะให้อะไรดี เพราะข้อมูลมันเยอะมากในหัว จนไม่รู้จะเริ่มยังไง ในคอร์สเขาแนะนำไว้แบบนี้ครับ

  1. เริ่มจากข้อมูลที่มี

  2. ขอตัวเลือกหลาย ๆ แบบจากเอไอ

  3. ดูว่าชอบหรือไม่ชอบอันไหน

  4. เติมข้อมูลที่พึ่งคิดออก

  5. ให้เอไอเสนอไอเดียใหม่ ๆ

  6. ทำซ้ำอีกสัก 2-3 รอบ

  7. พอเริ่มเจอทางที่ชอบ ค่อยให้มันลงรายละเอียดเพิ่ม

การถามแบบนี้กับ AI มันจะช่วยเปลี่ยนจากแค่ Chatbot มาเป็นเพื่อนคนเก่ง ที่ช่วยคุณคิดไอเดียครับ สรุปง่าย ๆ ในประโยคเดียว "คำถามเดียวกัน แต่ถ้า context ต่างกัน คุณภาพคำตอบที่ได้ก็ต่างกัน"

เพราะงั้นถ้าคุม context เป็น คุณก็ะเริ่มคุมคุณภาพคำตอบของ AI ได้ดีขึ้นครับ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ใช่แค่ใส่ข้อมูลให้เยอะที่สุด แต่ใส่ข้อมูลที่เกี่ยวที่สุดด้วยนะครับ อย่าเอาข้อมูลสุขภาพของตัวเรา

ไปวางแผนให้เพื่อน แบบนี้ไม่ได้นะ 555

4. AI ชอบอวยเราจนเสียคน

หลาย ๆ คนคงเคยเจอแบบนี้เหมือนกัน ถามอะไรไป AI ก็ชมว่าดีไปหมด ฟังแล้วก็รู้สึกว่า เรานี่มันเก่งจริง ๆ เลย 5555 แต่ปัญหาคือ คำตอบแบบนี้ มันไม่ได้ช่วยให้เราคิดได้ดีขึ้น สิ่งนี้มันเรียกว่า "sycophancy"

หรือแปลแบบชาวบ้าน ๆ คือ การตอบเอาใจเกินไป พูดแต่สิ่งที่เราอยากได้ยิน ถ้าใช้เอไอคิดเล่น ๆ หรือคุยเอาสนุก มันก็คงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณใช้ AI เพื่อ

  • ตัดสินใจ
  • วิเคราะห์ทางเลือก
  • ขอคำวิจารณ์
  • หาจุดอ่อนของธุรกิจ

อันนี้แหละ เริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะแทนที่ AI จะให้ไอเดียใหม่ ๆ ที่คุณไม่สังเกตเห็น มันจะกลายเป็นแค่เพื่อน ที่คอยเห็นด้วยกับคุณในทุกเรื่องแทน

5. ทำไมเอไอทำตัวไม่น่ารัก

ปัญหาการ sycophancy เกิดจากการที่ AI ถูกฝึกมาด้วย feedback จากมนุษย์ เพราะงั้นคำตอบที่ทำให้คนรู้สึกดี มักมีโอกาสได้ปุ่มชอบมากกว่า เช่นถ้าคนถามว่า "ผมรู้สึกว่าการเป็น introvert ดีกว่า คุณคิดว่าไง"

ถ้า AI ตอบว่า ฉันก็ค่อนข้างเห็นด้วย และเสริมข้อมูลเชิงบวกของการเป็น introvert หลายคนก็จะรู้สึกว่าคำตอบดี และมีโอกาสที่จะกดชอบ มากกว่าการที่ AI ตอบแบบนี้แทน ไม่ถูกต้อง 100% เพราะทั้ง introvert และ extrovert

ต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง` คำตอบนี้มีคุณภาพกว่า แต่มันทำให้คนรู้สึกถูกขัดใจ เลยมีแนวโน้มที่ได้ feedback ดี ๆ น้อยกว่าอันแรก

6. วิธีแก้ไม่ให้ AI อวยเกินไป

เลิกถามแบบหวยล็อค แล้วถามแบบกลาง ๆ แทน เช่น "introvert ดีกว่าใช่มั้ย" ลองเปลี่ยนเป็น "introvert และ extrovert มีข้อดีและข้อเสียด้านไนบ้าง" คำถามแบบเป็นกลางจะช่วยให้คุณ ได้คำตอบที่หลายมุมมองมากกว่า

แต่ Context ก็มีผลเหมือนกัน ไม่ใช่แค่คำถาม นอกจากการถามให้เป็นกลางแล้ว บริบทที่ให้ก็ต้องทำด้วยเหมือนกัน เช่น ถ้าคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับการเป็น introvert ว่ามันดียังไง แล้ว extrovert มีแต่ข้อเสีย

ต่อให้คุณจะถามเป็นกลางยังไง สุดท้ายคำตอบที่ได้ก็ยังเอียงไปในทาง ที่คุณชอบได้อยู่ดีครับ เพราะงั้นเอาแบบจำง่าย ๆ

  • อย่าถามแบบชี้นำ เช่น เอฟหล่อมาก ๆ ใช่มั้ย 555
  • ให้บริบาทด้วยข้อเท็จจริง
  • ขอคำตอบทั้งดีและไม่ดี

7. คนชอบใช้ AI เขียนแทน

1 ในงานที่คนชอบใช้ AI ทำมากที่สุด จากข้อมูลของ Open AI คือ งานเขียนครับ เพราะการเขียน มันคือการคิดรูปแบบหนึ่ง พอ AI มันช่วยคิด ช่วยจัดโครง หรือแตกประเด็นได้เก่ง คนก็เลยชอบเอามาใช้กับงานเขียน

แต่ปัญหาที่เจอบ่อยมาก ๆ คือ AI slop ข้อความที่ดูเหมือนจะดีตอนอ่านผ่าน ๆ แต่พออ่านจริงกลับรู้สึกว่า

  • มีแต่น้ำไม่มีเนื้อเลย
  • เหมือนสำคัญแต่จริง ๆ ไม่
  • ใช้คำดูดี แต่ไม่มีประโยชน์

เพราะงั้นเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ แทนที่จะให้เอไอเขียนมาให้เลยทีเดียวเสร็จ วิธีที่ดีกว่าคือ

  • อย่าเริ่มให้ AI เขียนเนื้อหาให้ทั้งหมด
  • ให้เริ่มจากโครงร่างก่อน
  • ค่อย ๆ ปรับโครงที่คุณชอบ
  • ขยาย ๆ โครงเป็น bullet points
  • แล้วค่อยแปลงเป็นฉบับร่าง

วิธีนี้เรียกว่า progressive outlining มันช่วยให้คุณสามารถ คุมทิศทางของเรื่องได้ และการไปแก้ที่ระดับโครง มันคุ้มค่ากว่าการไล่แก้คำทีละคำเยอะ เพราะมันเปลี่ยนได้ทั้งย่อหน้า และโทนของเรื่องได้เลยครับ

8. ถ้าจะให้ AI วิจารณ์งาน ต้องให้เกณฑ์มันด้วย

อันนี้เป็นเนื้อหาส่วนที่เอฟชอบมาก เพราะถ้าเราแค่ถามลอย ๆ ว่า ช่วยดูหน่อยว่าบทความนี้ดีมั้ย มีโอกาสสูงมากที่ AI จะตอบว่า

  • ดีครับ
  • ไอเดียดี
  • อ่านง่าย

ฟังแล้วก็ดีใจอยากเอาไปลงเพจ 555 แต่มันไม่ได้ช่วยวิเคราะห์งานได้จริง ๆ เท่าไหร่ เพราะงั้น วิธีที่ดีกว่าคือ การบอกเงื่อนไขหรือเกณฑ์ให้ AI ด้วย เช่น

  • Hook ที่ดีต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
  • Body ต้องมีลำดับยังไง
  • CTA ตอนจบต้องเป็นแบบไหน

พอมีเกณฑ์แบบนี้ เวลาให้ AI วิเคราะห์งาน ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้น ตามเงื่อนไขที่เราสร้างครับ

9. เขียนโค้ดไม่เป็น คุณก็ใช้ AI ได้

งานที่เอไอเก่งมาก ๆ เดี๋ยวนี้ ไม่ได้มีแค่การเขียนโค้ด สำหรับการทำ Software หรือ Website แต่งานพวกออกแบบและวิเคราะห์ข้อมูล ก็ทำได้เก่งมากแล้วเหมือนกัน ถ้าคุณมีข้อมูลอยู่ในรูปแบบตาราง ไม่ว่าจะเป็น

  • ข้อมูลสุขภาพส่วนตัว
  • ข้อมูลการวิ่ง ออกกำลังกาย
  • ยอดขายของธุรกิจ
  • หรือข้อมูลอะไรก็ตามที่อยู่ใน spreadsheet

AI ก็ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ ยิ่งงานพวก

  • การหาแนวโน้ม
  • คำนวณตัวเลข
  • ทำกราฟ
  • หาข้อมูล Insight

เพราะงั้นสำคัญคือ คุณไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองก็ได้ แค่บอกว่าอยากรู้อะไร AI มันอาจเขียนและรันโค้ดให้เอง ถึงจะได้เทพเหมือนไปจ้างมือโปรมาทำให้ แต่สำหรับงานถึก ๆ ที่ต้องใช้เวลาทำ เอฟว่าอันนี้ชนะขาดเลย

แต่ก็อยากลืมเช็กข้อมูลกันด้วยนะค้าบ เผื่อเอไอทำส่ง ๆ มาให้อีก 555

สรุปแบบหล่อเท่

หลังจากที่ได้เรียนคอร์สนี้จบ สิ่งที่เอฟได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของ การ Prompt ยาว ๆ หรือเทคนิคเทพ ๆ อะไรเลย แต่มันคือความเข้าใจ ว่าเมื่อไหร่ควรถาม ตอนไหนควรเพิ่ม Context และการใช้ AI ให้เป็นที่ปรึกษาคนเก่ง

เพื่อให้เราคิดได้ดีขึ้น เขียนคมขึ้นครับ ใครที่มีปัญหาใช้ AI โมเดลเทพ ๆ แต่ทำงานทีไร ก็ได้คำตอบไม่ถูกใจ ลองเอาความรู้ที่เอฟมาเล่าให้ฟังวันนี้ ไปลองใช้ดูกันนะค้าบบ พอเราใช้ AI ได้คล่องแล้ว

เอฟบอกเลยว่าการทำงานคนเดียว มันจะสนุกและง่ายขึ้นมาก ๆ ครับ ไม่ต้องรอพึ่งใคร หรือหาคนช่วยคิด เราก็สามารถลุยโปรเจกต์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งวิธีการใช้เครื่องมือมาทุ่นแรงแบบนี้แหละ

คือหัวใจหลักของ OPB (One Person Business) สำหรับใครที่อยากปั้นธุรกิจเล็ก ๆ ด้วยตัวคนเดียว แต่ไม่รู้ต้องเริ่มยังไง เอฟย่อยประสบการณ์ลองผิดลองถูก 2 ปี มาไว้ในคู่มือ OPB's Missing Manual แล้วครับ

สรุประบบที่คนทำงานคนเดียวต้องรู้ ตั้งแต่การสร้าง Attention ให้โพสต์ทะลุล้านวิว ด้วยการเขียนแบบไม่ต้องทำคลิปสั้น ไปจนถึงการเขียน Offer เพื่อหาเงิน 10K แรกจากโลกออนไลน์ ใครสนใจว่าธุรกิจตัวคนเดียวเขาทำกันยังไง

แวะเข้าไป ดูรายละเอียด OPB's Missing Manual ที่นี่ เล่น ๆ เป็นไอเดียได้เลยค้าบบ

เอฟ
เอฟ
@nattphum

บันทึกการเรียนรู้ AI, Automation และการทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียว